สภาพพื้นผิวถนนที่แย่ที่สุดสำหรับการขับขี่

Bridgestone Tire Clinic | ความรู้ทั่วไปสำหรับผู้ใช้รถยนต์

สภาพพื้นผิวถนนที่แย่ที่สุดสำหรับการขับขี่

พื้นผิวถนนที่ไม่ดีและหลุมบ่อเป็นสาเหตุที่ทำให้รถจำนวนมากพังและเสียหายจนน่าตกใจ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากสภาพอากาศที่เปียกชื้นรวมเข้ากับความร้อนจัด จึงทำให้พื้นผิวถนนเริ่มผุพัง เกิดการยุบตัว และเป็นหลุมเป็นบ่อตามที่เราเห็นกัน

สภาพพื้นผิวถนนที่แย่ที่สุดสำหรับการขับขี่

พื้นผิวถนนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับรถยนต์ของเรา ตั้งแต่ยางแตก ล้อแม็กคด หรืออาจจะแย่ถึงขั้นสปริงในระบบช่วงล่างของรถยนต์หักหรือโช๊คอัพเกิดความเสียหาย เป็นต้น และนี่ก็คือสภาพถนนทั้ง 3 แบบที่เป็นปัญหาสำหรับการขับขี่ และสามารถสร้างความเสียหายกับรถยนต์ของเราได้

ในช่วงที่บ้านเรามีฝนตกชุกเป็นเวลานาน พื้นผิวชั้นบนสุดของถนนก็จะชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ตกลงมา ส่วนผสมของถนนก็จะค่อย ๆ อ่อนลงจากการกัดกร่อนของน้ำฝน ทำให้มวลต่าง ๆ คลายตัวออกจากกัน และยิ่งถ้ามีรถขับทับถนนเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้สภาพถนนแย่ลงจนเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อในที่สุด 

1. ถนนเป็นหลุมบ่อ

เมื่อรถตกหลุมบ่อหรือกระแทกกับไหล่ทางที่ขรุขระ หลัก ๆ สภาพถนนประเภทนี้อาจทำให้รถยนต์ของเราเสียหายตั้งแต่ยางรถยนต์ ระบบกันสะเทือน หรือแม้แต่ท่อไอเสีย

จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

ยางและล้อแม็ก: ลักษณะขรุขระของหลุมบ่ออาจทำให้แก้มยางรถ บวม ดอกยางลอก และเจาะยางแตกได้ ในทางเดียวกัน ยางรถ ของคุณอาจมีรอยแตกหรือรอยบุบได้ หากได้รับแรงกระแทกสูง

ระบบกันสะเทือน: ผลกระทบที่เกิดจากการกระแทกกับหลุมบ่ออาจทำให้ศูนย์ล้อไม่ตรง ลูกหมากรถและโช๊คอัพรถเสียหายได้

ท่อไอเสีย: ความลึกและความคมของหลุมบ่ออาจขูดหรือเจาะท่อไอเสียและเครื่องฟอกไอเสียได้

 

2. ถนนพื้นหินกรวด 

พื้นถนนที่ปูด้วยหินหรือวัสดุอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกันนั้นไม่เหมาะสำหรับการขับขี่เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบคานแข็ง เมื่อคุณขับรถบนถนนพื้นหินแล้วได้ยินเสียงกึกกัก เอี๊ยดอ๊าดหรือเสียงบางอย่างที่ผิดแปลกไป นั่นอาจหมายความว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถยนต์เกิดการเค้นและกำลังทำงานหนักในอัตราเร่งนั่นเอง

ถึงแม้ว่าสภาพพื้นหินจะก่อให้เกิดความเสียหายกับรถน้อยกว่าหลุมบ่อ แต่มันก็ยังคงทำให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถเสียหายได้อยู่ดีหรืออาจจะทำให้ส่วนที่เสียหายอยู่แล้วเสียหายมากกว่าเดิม

จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ยาง: สำหรับยางรถยนต์ที่มีหน้ายางแคบ หรือมีความดันลมยางสูงกว่ายางปกติ พื้นถนนประเภทนี้อาจทำให้ยางระเบิด และเกิดแรงกระแทกไปยังห้องโดยสารได้ เนื่องจากหินมีขนาดเล็ก แหลมคมและกระจายอยู่ทั่วไป

ระบบกันสะเทือน: พื้นผิวขรุขระทำให้บูช สปริงกันสะเทือนและโช๊คอัพต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น ซึ่งทำให้ส่วนประกอบเหล่านี้สึกหรอด้วยอัตราเร่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางด้วยความเร็ว

 

3. ถนนร้าวหรือเป็นร่อง

ร่องแตกบนถนนอาจทำให้ผู้ขับบังคับรถได้ยาก เพราะจะต้องหมุนพวงมาลัยอย่างแรง แม้จะพยายามมากแล้วก็ตาม ซึ่งสาเหตุนี้เกิดจากยานพาหนะทำให้ไหล่ทางเสียรูป จึงทำให้ล้อรถยนต์ตกร่องถนนได้

แม้ว่าร่องหรือรอยร้าวบนถนนจะทำให้รถยนต์เสียหายน้อยกว่าสภาพถนนประเภทอื่นข้างต้น แต่รอยแตกก็ยังคงทำให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถเสียหายได้ หรืออาจจะทำให้ส่วนที่เสียหายอยู่แล้วเสียหายหนักกว่าเดิม

จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

ยาง: ยางที่สัมผัสร่องหรือสัมผัสรอยร้าวจะทำให้เห็นร่องดอกยางลึกได้ชัดกว่ายางทั่วไป ยางที่มีร่องดอกยางต่ำหรือสึกมาก ก็จะเกิดอาการเช่นเดียวกันได้

ระบบกันสะเทือน: เนื่องจากรอยแตกและร่องถนนเป็นพื้นผิวที่ไม่เรียบเนียนเสมอกัน จึงทำให้ระบบกันสะเทือนทำหน้าที่หนักขึ้นเพื่อลดแรงสะเทือนของล้อที่สัมผัสกับถนน แต่ผลกระทบที่ตามมาคือศูนย์ล้อไม่ตรง และส่วนประกอบของระบบกันสะเทือนที่สึกหรอ ทำให้ล้อรถเป็นร่องชัดยิ่งขึ้น 

ดาวน์โหลด อินโฟกราฟิกภาษาอังกฤษ จาก ลิงก์ นี้